It's Good Chit!

คุยกับวิชิต ซ้ายเกล้า แห่ง CHIT BEER

ชายผู้บุกเบิกและหวังจะเปลี่ยนประเทศด้วยการต้มเบียร์

Location : Chitbeer เกาะเกร็ด
image 1

พันเอก ดร.วิชิต ซ้ายเกล้า เป็นทหาร อาจารย์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เจ้าของบริษัทซอฟต์แวร์ และนักเขียน
ด้านการเงิน อย่างไรก็ตาม ภาพที่คนทั้งประเทศรู้จักเขาคือชายผู้ที่นักดื่มและคนทำเบียร์หลายคนยกย่องว่าเป็นก็อดฟาเทอร์แห่ง
วงการเบียร์คราฟต์

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2554 วิชิตซื้อชุดทำเบียร์แบบดีไอวายจากเว็บไซต์ต่างประเทศ และทดลองทำมันจากคอนโดที่
ปากเกร็ด หลังจากล้มเหลวอยู่สองครั้ง ท้ายที่สุดเขาก็ต้มเบียร์หม้อแรกสำเร็จ จากนั้นเขาก็เช่าบ้านของเพื่อนบนเกาะเกร็ด ใช้เวลา
ช่วงสุดสัปดาห์ต้มเบียร์และชวนเพื่อนฝูงมาดื่ม หลายสัปดาห์ผ่านไปเริ่มมีคนมาขอให้เขาสอนทำบ้าง เขายินดี จนเกิดเป็นอะคาเดมี
ขนาดย่อม ๆ

ในยุคสมัยที่การต้มเบียร์ดื่มเองยังเป็นของแปลกในบ้านเรา เพียงไม่นาน เมื่อมีการบอกต่อ บ้านบนเกาะเกร็ดของวิชิตก็เต็ม
ไปด้วยนักดื่มและนักเรียนทำเบียร์ในทุกสุดสัปดาห์ และนั่นเองที่ทำให้เขาถูกดำเนินคดีโดยเจ้าหน้าที่สรรพสามิต แต่เขาก็ไม่ยี่หระ
ยังคงทำงานอดิเรกที่ตัวเองรักต่อไป จนถึงปัจจุบัน วิชิตถูกดำเนินคดีถึง 9 ครั้ง หากบ้านริมน้ำหลังนั้นก็พัฒนามาเป็นร้านเบียร์อย่าง
เป็นทางการในนาม Chitbeer และที่เหลือคือตำนาน

“การดื่มหรือทำก็เรื่องหนึ่ง แต่ผมมองการทำเบียร์ในฐานะสื่อ…สื่อในการเปลี่ยนประเทศ” วิชิต ชายผู้มีลูกศิษย์นักทำเบียร์
อยู่ทั่วทุกภูมิภาค กล่าว “เมื่อกฎหมายเรื่องสุราในบ้านเราแต่ก่อนมันไม่เมกเซนส์ การที่ใครหลายคนลุกขึ้นมาต้มเบียร์นี่แหละที่จะ
ทำให้ประเทศเราเปลี่ยนได้”

นี่คือเรื่องราวที่มากไปกว่าการทำเบียร์ดื่มเองของวิชิต

image 3
คุณเคยเป็นนักเรียนนายร้อยที่ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ จบมาก็เป็นอาจารย์ที่โรงเรียนนายร้อย พร้อมกับยังเปิดสตาร์ทอัพด้าน
ไอทีของตัวเอง อะไรทำให้คุณหันมาสนใจการต้มเบียร์

ตอนนั้นปี พ.ศ. 2539 ผมไปเรียนปริญญาโทที่จอร์เจีย สหรัฐอเมริกา ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งที่ต้มเบียร์ดื่มที่บ้าน และผมได้
ลองชิม เอาจริง ๆ นะ แม่งไม่อร่อยเลย แต่นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้ว่าคนธรรมดาก็สามารถต้มเบียร์ดื่มเอง เราสามารถพึ่งพาตัวเองใน
ด้านความเมาได้ มันเหมือนเปิดโลก เรื่องนี้ฝังใจผมมาตลอด

แต่กว่าคุณจะต้มเบียร์ดื่มเองก็ปี พ.ศ. 2554 คล้อยหลังไปหลายปีอยู่นะ

ใช่ หลังจากนั้นผมก็ไปเรียนปริญญาเอกวิศวกรรมไฟฟ้าต่อ จริง ๆ หน่วยงานที่มอบทุนให้ผมอย่างกองทัพบกได้เรียกตัวผม
กลับแล้ว แต่ผมยังไม่อยากกลับ ก็เลยเขียนจดหมายไปขอเรียนเอกต่อ ออกทุนเองก็ได้ พอปี พ.ศ. 2546 ผมก็กลับไทยมาทำงานใช้ทุน
โดยเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนนายร้อย จปร. และเปิดบริษัทสตาร์ทอัพซอฟต์แวร์ในกรุงเทพฯ ตอนนั้นก็เล่าให้น้องชายฟังว่า เฮ้ย กูจะต้ม
เบียร์เองว่ะ แต่กูจะต้มตอนอายุ 55 ปี รอเกษียณก่อน หาอะไรทำแก้เหงาตอนแก่

ปรากฏว่าพอปี พ.ศ. 2554 เล่นเน็ตอยู่ดี ๆ ดันไปเจอชุดต้มเบียร์จากเว็บแอมะซอน ก็คิดว่า โห กูไม่ต้องรอถึงห้าสิบห้าก็ได้
สั่งมาลองทำก่อนเลยดีกว่า ตอนนั้นอยู่ปากเกร็ด ก็เอาเบียร์มาต้มเลย ปรากฏว่าสองถังแรกแดกไม่ได้ เพราะลืมใส่ยีสต์ คือไม่ได้อ่าน
คู่มือ และก็คิดว่าไอ้ถุงยีสต์เล็ก ๆ ที่แถมมามันคือซองกันชื้น (หัวเราะ) พอปี พ.ศ. 2555 ได้เช่าบ้านบนเกาะเกร็ดจากเพื่อนที่
เตรียมทหาร ก็เลยเอาถังที่สามมาต้มที่นี่ จำได้เลยคือ 23 ธันวาคม 2555 อุณหภูมิ 28 องศาฯ ฟองเบียร์ล้นออกมา นั่นคือเบียร์
ถังแรกที่เราต้มเองในชีวิต นั่นละจุดเริ่มต้น

image 4
ตอนนั้นดูจะเป็นงานอดิเรกมากกว่า แล้ว Chitbeer เริ่มมาเป็นร้านจริงจังตอนไหน

มีคนมาขอให้ผมสอนต้มเบียร์ ต้มไปดื่มไปในบ้านบนเกาะเกร็ดนี่แหละ สักพักคนจากไหนไม่รู้ก็แห่กันมาทุกสุดสัปดาห์
จนเดือนกันยายน พ.ศ. 2557 ผมถูกสรรพสามิตจับครั้งแรก ก็เลยคิดว่าจากนี้จะทำใต้ดินเงียบ ๆ อย่างเดียว

แต่ก็พอดี เพื่อนผมที่เยอรมนีได้ข่าว เขาก็ส่งตั๋วเครื่องบินมาให้ บอกว่าเราจะเลิกไม่ได้ มาดูงานที่เยอรมนีก่อน 18 เมษายน
2558 ผมบินไปที่นั่น ไปร่วมงานสปริงเฟสต์ ไปดูบาร์เบียร์เขา นั่นทำให้ผมกลับมาฮึกเหิมอีกครั้ง เราจะกลับมาทำเบียร์อย่างจริงจัง
เพื่อเปลี่ยนประเทศ เลยกลับมาเปิด Chitbeer อย่างเป็นทางการ

การต้มเบียร์จะเปลี่ยนประเทศนี้ได้ยังไง

เพราะเมื่อไหร่ที่คนไทยสามารถพึ่งพาตัวเองด้านความเมาได้ ประเทศนี้แม่งเปลี่ยน ศาสตร์การต้มเบียร์มันไปเอ็มพาวเวอร์
ให้คนตระหนักว่าอำนาจอยู่ในมือเรา มันคือการ decentralize ไม่ต้องรอให้ใครมาชี้นำ มันเป็นการปฏิวัติมายด์เซตผู้คน ยิ่งคุณทำ
เบียร์ให้คนอื่นดื่มได้ คนรอบข้างยิ่งมีความสุข คุณก็รู้สึกมีคุณค่า การตระหนักในคุณค่าของตัวเองนี่แหละสำคัญ

ซึ่งนั่นทำให้คุณโดนสรรพสามิตจับอยู่เรื่อย ๆ

ใช่ โดนไปทั้งหมด 9 ครั้ง ครั้งที่ 4 เจ้าหน้าที่เขามาขอร้องให้ผมหยุดได้ไหม ผมบอกไม่ได้พี่ ผมเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ และชวนเขา
คุยต่อว่าจะให้เราทำยังไง ในเมื่อกฎหมายมันผูกขาดให้แต่กับรายใหญ่ ทำไมคนตัวเล็ก ๆ อย่างพวกเราจะต้มเบียร์ดื่มไม่ได้ ถ้าคุณไม่รู้
จะแก้กฎหมายที่ไม่เมกเซนส์นี้ยังไง ก็ให้เราทำกันไปเถอะ เพราะอีกหน่อยคนจะต้มเบียร์ดื่มกันทั้งประเทศแล้ว ถึงวันนั้นผมจะถูกจับ
อยู่ดี แต่ก็รู้สึกว่ากูชนะแล้ว ได้พูดสิ่งที่อยากพูดออกไป

image 5image 6

แล้วมาตอนนี้เป็นไง พอคนเริ่มทำเบียร์ทำเหล้ากันเองเยอะขึ้น พรรคการเมืองก็เอาไปทำนโยบาย และสุดท้ายกฎหมายก็
ต้องปรับตาม ซึ่งมันเป็นการปลดล็อกความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยเลยนะ เราถูกแช่แข็งมาหลายสิบปี ตอนนี้คนตัวเล็ก ๆ อย่างเรา
กำลังจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจแล้ว

นี่คือสิ่งที่ Chitbeer ยืนหยัดมาตลอด

ใช่ เพราะพลังอยู่ในมือของคุณ ตื่นขึ้นมาและใช้พลังนั้น

วันนี้ที่คนทั่วประเทศทำเบียร์คราฟต์ได้เอง และมีแบรนด์เกิดขึ้นตามคุณมากมาย คุณมองว่าภารกิจบรรลุแล้วหรือยัง

เบื้องต้นมันก็เป็นไปอย่างที่คิด ภาพฝันต่อไปคือการสื่อสารเบียร์ไทยในระดับสากล ตอนนี้คุณภาพเบียร์บ้านเราไม่ได้ด้อย
ไปกว่าต่างประเทศแล้ว แต่เราจะสื่อสารจิตวิญญาณ ความตั้งใจ หรือการเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบของบ้านเรายังไงเพื่อให้คนที่อื่นได้
สัมผัส ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่แค่การเป็นเครื่องดื่ม แต่เป็นคุณค่าที่โอบล้อมมัน เหมือนที่รองเท้าไนกี้เขาทำ คนทั่วโลกเขาไม่ได้ซื้อแค่รองเท้า
แต่เขาซื้อเพราะความเชื่อในแท็กไลน์ของมันว่า Just Do It ถ้าเราทำถึงระดับนั้นได้ ประเทศเราจะขายอะไรใครก็ได้

มองถึงระดับนั้นเลย

ก็บอกแล้วว่ามันไม่ใช่การต้มเบียร์ แต่มันเป็นสื่อกลางในการเปลี่ยนแปลง

นี่แทบไม่ได้คุยเรื่องร้านคุณเลย อยากคุยเรื่องร้านบ้าง

จะให้คุยอะไรล่ะ มีแต่คนเมา

ชนิดของเบียร์ที่เสิร์ฟ ความตั้งใจในการทำร้าน หรืออะไรที่ทำให้คุณยืนระยะมาได้จนป่านนี้ ทำนองนี้

เรื่องชนิดของเบียร์นี่ก็เหมือนกับที่คนอื่น ๆ เขาทำกันหมด คุยเรื่อง Chit’s Ways ดีกว่า

อะไรคือ Chit’s Ways

ชิตทั้ง 5 คือกฏ 5 ข้อของร้านผม หนึ่ง—ร้านเรามีเบียร์ลงแท็บทีละ 10 ตัว ลูกค้าสามารถขอชิมได้ทุกตัว ชิมฟรีได้เลย สอง—
ขึ้นไปร้องเพลง ได้เบียร์ฟรีหนึ่งแก้ว ร้องดีเอาไปเลยหนึ่งเหยือก ร้องเพี้ยนก็ยังได้หนึ่งแก้ว แต่ถ้าร้องเพี้ยนเหี้ย ๆ รับไปเลยหนึ่งเหยือก
(ยิ้ม)

สาม—เบียร์เรามีสัปดาห์ละ 30 ตัว เราเปลี่ยนแท็บทุก ๆ สามสิบนาที เบียร์ตัวไหนหมดคือหมดเลย ทันทีที่ได้ยินเสียงกระดิ่ง
นั่นแปลว่ามีการเปลี่ยนแท็บ และคนแรกที่มาสั่งจะได้เบียร์จากแท็บนั้นฟรีหนึ่งแก้ว สี่—ยกแก้วชนกันแก้วแตก เราไม่ปรับ แถมได้
เบียร์ฟรีอีก

image 7
เดี๋ยวนะ แก้วแตกนี่ก็ได้เบียร์ฟรีหรอ

ใช่ ทันทีที่ได้ยินเสียงแก้วชนกันแปลว่าโลกสงบสุข ตราบใดที่เบียร์ไม่ข้ามชายแดน กระสุนจะข้ามมาแทน คุณรู้ไหมทำไม
คนเยอรมันสมัยก่อนเขาต้องชนแก้วให้เบียร์กระฉอกข้ามหากัน เพราะจะได้รู้ว่าแก้วที่รินให้กันไม่มียาพิษ มันคือความไว้เนื้อเชื่อใจ

และสุดท้ายข้อห้า—คุณจะเอาอาหารที่ไหนมากินในร้านก็ได้ ไม่ต้องซื้อของเรา อยากให้คุณสนับสนุนชาวบ้านบนเกาะ
จะเอามาจากบ้านก็ได้ เอามาเผื่อผมด้วย (ยิ้ม) นี่คือชิตทั้ง 5 ของร้าน ไม่รู้จะพอสู้กับศีล 5 ได้ไหม แต่มันก็ทำให้ร้านอยู่มาได้สิบกว่าปี

คำถามสุดท้าย ทุกวันนี้ที่คุณสอนที่โรงเรียนนายร้อย จปร. ได้สอนพวกเขาต้มเบียร์ด้วยไหม

แน่นอน ต้มทั้งแผ่นดิน One Base, One Brew (หัวเราะ) ไม่ว่าจะอาชีพอะไร ถ้าคุณสามารถพึ่งพาตนเองในด้านความเมาได้
เป็นเรื่องดีทั้งนั้น และทหารนี่ตัวชอบดื่มเบียร์เลย เบียร์มันคือการผ่อนคลาย คือการสังสรรค์ คือวัฒนธรรม และคือสันติภาพ และ
อย่างที่บอก ตราบใดที่เบียร์ไม่ข้ามชายแดน กระสุนหรือลูกระเบิดจะข้ามมาแทน ฉะนั้นต้มเบียร์กินกันเถอะ

สำรวจอาณาจักรของวิชิต ซ้ายเกล้า ได้ทาง

www.chitbrewery.com

www.facebook.com/Chitbeer